JMART กำไร Q2/69 โตแรง 92% แตะ 213 ลบ. ครึ่งปีพุ่ง 50% รับพลัง Synergy – Lock Phone พอร์ตรวมทะลุ 2.1 หมื่นลบ.

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 17:29

JMART กำไร Q2/69 โตแรง 92% แตะ 213 ลบ. ครึ่งปีพุ่ง 50% รับพลัง Synergy – Lock Phone พอร์ตรวมทะลุ 2.1 หมื่นลบ.

JMART โชว์ผลงานแกร่ง ไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้น 213 ล้านบาท พุ่งเกือบ 92% หนุนครึ่งปีแรกกำไร 375.7 ล้านบาท เติบโตเกือบ 50% รับแรงส่งจากธุรกิจมือถือและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทใน Ecosystem ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Mobile Lending ขยายตัวโดดเด่น พอร์ตสินเชื่อมือถือ Lock Phone จาก KB J และ SG Finance+ รวมกว่า 21,000 ล้านบาท ด้าน “สุกี้ตี๋น้อย” เดินหน้าขยาย Multi-brand Restaurant Platform ครึ่งปี JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วน 100.5 ล้านบาท ส่วน JMT รับแรงหนุนจาก JK AMC พร้อม ECL ไตรมาส 2 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ขณะที่ JAS ASSET เดินหน้าต่อยอด Community Mall, Hotel & Wellness และ Sport Economy เสริมฐานรายได้ใหม่ มองครึ่งปีหลัง JMART พร้อมเร่งต่อยอด 3 Growth Engine ขับเคลื่อน Synergy Ecosystem และสร้างโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่อง

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 213.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.0 ล้านบาท หรือ 91.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 111.0 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 375.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5% จาก 251.3 ล้านบาท สะท้อนโมเมนตัมการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้น

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าและบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC), บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KB J), บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (SINGER) และบริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “สุกี้ตี๋น้อย” โดยไตรมาส 2/2569 JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า 80.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.3% และงวด 6 เดือนอยู่ที่ 195.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.2% ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 272.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4%

สำหรับ ธุรกิจมือถือ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของกลุ่มในปีนี้ โดยบริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด มีเครือข่ายกว่า 300 สาขา ทำกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 71.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137% และครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146% ขณะที่รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 5,070 ล้านบาท แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความสำเร็จของ Lock Phone และการขยายร้านค้าพันธมิตรภายใต้โครงการ Jaymart Network ซึ่งช่วยเพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้าและเชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีกมือถือเข้ากับธุรกิจการเงินของกลุ่ม โดยคาดว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก

นายอดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า “JMART เดินหน้าขับเคลื่อน Synergy Ecosystem ผ่าน 3 Growth Engine หลัก เริ่มจาก Mobile Phone Lending Ecosystem ที่เชื่อมธุรกิจจำหน่ายมือถือ บริการทางการเงิน และเทคโนโลยี Lock Phone เข้าด้วยกัน ปัจจุบัน KB J Capital ผู้ให้บริการ Samsung Finance+ มีพอร์ตสินเชื่อ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 จำนวน 12,580 ล้านบาท และมีจำนวนบัญชีรวม 1.40 ล้านบัญชี ก่อนเพิ่มเป็น 1.41 ล้านบัญชีในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ SG Finance+ มีพอร์ตสินเชื่อ 8,441 ล้านบาท ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อมือถือของทั้งสองแพลตฟอร์มรวมกัน กว่า 21,000 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพของ Mobile Lending ในการเป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญของกลุ่ม

Growth Engine แกนที่สองคือ ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้ JMT ซึ่งยังเป็นธุรกิจสำคัญที่สร้างกำไรให้กับกลุ่มและมีโอกาสเติบโตต่อในครึ่งปีหลัง ขณะที่แกนที่สาม Investment & Partnership มุ่งต่อยอดการลงทุนและความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ โดยมี “สุกี้ตี๋น้อย” เป็นหนึ่งในการลงทุนสำคัญที่สร้างทั้งผลตอบแทนและโอกาสในการต่อยอด Synergy ภายในกลุ่ม”

นายกิติพัฒน์ ชลวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยถึงทิศทางของ “สุกี้ตี๋น้อย” ว่า ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ขยายสาขาควบคู่กับการสร้าง Multi-brand Restaurant Platform โดยไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 2,965 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิรวม 335 ล้านบาท โดย JMART ซึ่งถือหุ้น 30% รับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วน 100.5 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ 13,000 ล้านบาท

ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยเดินหน้าขยายเครือข่ายผ่านหลากหลายแบรนด์ ทั้งสุกี้ตี๋น้อย, Suki Teenoi Plus+, Teenoi BBQ, นายพราน หมูกระทะ และ Teenoi Gold เพื่อเข้าถึงลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีเครือข่ายรวม 134 สาขา เปิดให้บริการแล้วใน 42 จังหวัด และมีแผนเปิดเพิ่มอีก 17 จังหวัดภายในปีนี้ พร้อมมองหาพื้นที่เพิ่มเติมอีก 18 จังหวัด เพื่อสร้างฐานการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในระยะยาว

ด้าน นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 1,129.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 234.0 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 2,245.2 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้น 486.2 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพรวม 1,126 ล้านบาท

ด้านการจัดเก็บกระแสเงินสดยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยกลุ่ม JMT รวม JK AMC มียอดจัดเก็บไตรมาส 2 จำนวน 2,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากไตรมาสก่อน และครึ่งปีแรกจัดเก็บได้รวม 4,292 ล้านบาท โดยเฉพาะ JK AMC ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ส่งผลให้ JMT รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าครึ่งปีแรก 195.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.8%

ขณะเดียวกัน JMT ยังคงรักษาประสิทธิภาพการทำกำไร โดยมีกำไรขั้นต้นครึ่งปีแรก 1,473.9 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 66% พร้อมบริหารโครงสร้างเงินทุนและลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 0.33 เท่า สะท้อนความพร้อมรองรับโอกาสลงทุนในพอร์ตหนี้ใหม่ ขณะที่ ECL ไตรมาส 2 อยู่ที่ 276.8 ล้านบาท ลดลงจาก 331 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับประสิทธิภาพการจัดเก็บที่ปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยบริษัทเตรียมนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามและจัดเก็บหนี้ พร้อมมองโอกาสจากพอร์ต Digital Loan เพื่อสร้างการเติบโตในระยะต่อไป

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัท JMT มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ในอัตรา 0.27 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 24 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 11 กันยายน 2569

ด้าน นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ASSET (J) เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 188.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% กำไรขั้นต้น 89.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 47.3% จาก 43.9% ขณะที่ขาดทุนสุทธิลดลง 44.7% เหลือ 56.1 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรก มีรายได้จากการขายและบริการ 366.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% ขณะที่ขาดทุนสุทธิลดลง 10.4% เหลือ 118.4 ล้านบาท โดยหากไม่รวมผลกระทบจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 77.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.8% พร้อมเดินหน้าต่อยอด Community Mall, Hotel & Wellness และ Sport Economy เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และสร้างแหล่งรายได้ใหม่

ขณะที่ SINGER และ SGC เป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญของ Ecosystem โดย SINGER ทำกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ไตรมาส 2/2569 จำนวน 149 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 ขณะที่ SGC ทำกำไรสุทธิ 203.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186.4% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รับแรงส่งจากธุรกิจ Lock Phone ที่ขยายตัวโดดเด่น สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจมือถือ เทคโนโลยี และบริการทางการเงินภายใน Jaymart Group ที่เริ่มสร้างผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น